ลดความดันโลหิตสูงด้วยการเลือกทานอาหาร

โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคภัยใกล้ตัวที่หลายๆ คนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นโรคนี้อยู่ และโรคนี้เป็นกันได้ทุกเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ โรคความดันโลหิตสูงยังสามารถนำไปสู่โรคอื่นๆ ได้อีก เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น โรคความดันโลหิตสูงควรเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพและถูกต่อโรค อาหารที่ทานเข้าไปต้องไม่ทำให้อาการแย่ลง ดังนั้นวันนี้เราจึงขอมาแนะนำอาหารที่ช่วยลดความดันโลหิต และส่งผลดีต่อการรักษา โดยอาหารที่เหมาะสมต่อโรคนี้จะประกอบด้วยแร่ธาตุจำเป็น 3 ชนิด คือ โพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม ตัวอย่างอาหารที่แนะนำมีดังนี้

1.ถั่วขาว
ในเมล็ดถั่วขาวจะมีแร่ธาตุแมกนีเซียมสูงถึงร้อยละ 30 เลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงถั่วขาวบรรจุกระป๋องเพราะจะมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูงซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง แต่หากจำเป็นหรือมีแค่ที่บรรจุกระป๋องก็สามารถตักเนื้อถั่วขาวแยกออกมาจากน้ำ ทิ้งไว้ข้ามคืนก่อนนำมาปรุงอาหารก็จะดี

2. เนื้อสันใน
ควรเลือกทานตรงส่วนที่ไม่ติดมัน เพราะเนื้อในส่วนนี้จะอุดมไปด้วยโพแทสเซียมร้อยละ 15 และยังมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าเนื้อส่วนที่ติดมัน แต่ควรกินไม่ให้เกิน 70 กรัมต่อวัน หรือ 5-6 ชิ้นแบบพอดีคำ ถึงจะดีต่อสุขภาพและลดความโลหิตได้

3. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
โยเกิร์ตจะอุดมด้วยแมกนีเซียมร้อยละ 12 โพแทสเซียมร้อยละ 18 และยังมีแคลเซียมสูงถึงร้อยละ 49 ช่วยลดความดันโลหิตได้ดี แต่ก็ต้องระวังปริมาณน้ำตาลที่มาจากส่วนอื่นในโยเกิร์ต เช่น เนื้อผลไม้ หรือโยเกิร์ตรสปรุงแต่ง ทางที่ดีควรเลือกทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติจะดีกว่า

4. ปลานิล
ปลานิลมีปริมาณ แมกนีเซียม และโพแทสเซียม ร้อยละ 8 ของปริมาณที่ต้องการต่อวัน แต่ควรระวัง สารพิษตกค้าง เช่น สารปรอท และ สารสังเคราะห์โพลีคลอริเนตไบฟีนิล ที่เป็นอันตรายต่อ ตับ ผิวหนัง และทางเดินอาหาร เป็นต้น ดังนั้นก่อนจะนำปลานิลทำอาหารควรจะล้างทำความสะอาดให้ดีๆ

5. พริกหยวกแดง
พริกหยวกแดง หรือที่รู้จักกันว่าพริกหวานประกอบไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียม 9% ซึ่งสามารถช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตให้เป็นปกติ แต่ทั้งนี้ควรเลือกพริกหยวกที่สดใหม่มาทำอาหาร หากใช้พริกหยวกที่เก็บไว้นานเกิน 10 วัน จะสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการได้

6. บรอกโคลี
บรอกโคลีมีคุณค่าทางอาหารมาก แค่เพียงหัวเล็ก ๆ ก็พบว่าแร่โพแทสเซียมถึง 14% สามารถช่วยปรับควบคุมระดับความดันเลือดให้เป็นปกติ และป้องกันความดันโลหิตสูง

7. อะโวคาโด
มีกรดไขมันชนิดดี (HDL) สามารถช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ในกระแสเลือด เช่น คอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ไขมันเลวพวกนี้จะมีผลต่อการอุดตัน นอกจากนี้อะโวคาโดยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมถึง 10% ช่วยคงสมดุลของความดันโลหิตให้เป็นปกติได้

8. มันเทศ
ในเปลือกของมันเทศอุดมไปด้วยโพแทสเซียมถึง 15% แต่หากบริโภคแบบปอกเปลือกจะได้ประโยชน์จากโพแทสเซียมในเนื้อมันเทศร้อยละ 10 อีกทั้งยังได้คาร์โบไฮเดรต ทำให้อิ่มท้อง ร่างกายนำ ไปเผาผลาญเป็นพลังงานได้ อีกด้วยด้วย

9. กล้วย
กล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุโพแทสเซียมมากถึงร้อยละ 12 และมีคุณสมบัติกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนิน จึงรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นได้ทันตา

SERGISผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่คู่ควรกับตับ

ไวรัสตับอักเสบซี โรคไวรัสตับอักเสบซี เกิดจากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี โดยสามารถติดต่อกันได้หลายวิธี เช่น ติดต่อกันทางเลือด การใช้ของมีคม หรือเข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้รับการป้องกัน โดยส่วนมากจะพบเพียง 1-2 เท่านั้น เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะแฝงตัวอยู่ที่บริเวณตับ ทำให้ผู้ติดเชื้อ เกิดอาการตับอักเสบน้อยๆ แต่เป็นเรื้อรังก็จะก่อให้เกิดพังผืดในตับ นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับในที่สุด

 

เชื้อไวรัสตับอักเสบซีติดต่อกันได้จากทางไหนบ้าง

  1. การรับเลือดที่บริจาค หรือเลือดที่มีไวรัสตับอักเสบซีอยู่
  2. การสักหรือเจาะหู หรือบริเวณต่าง ๆของร่างกาย
  3. ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะผู้ที่เล่นยา
  4. ทางเพศสัมพันธ์
  5. จากมารดาสู่ทารก

 

วินิจฉัยตรวจไวรัสตับอักเสบซีได้โดย

  1. ตรวจการทำงานของตับ ซึ่งหากตับอักเสบมีความเสี่ยงที่จะมีเชื้อไวรัสผสมอยู่
  2. ตรวจหาหลักฐานของการติดเชื้อ ตรวจสายพันธุ์ของไวรัส
  3. การตรวจพยาธิสภาพของตับ
  4. การตรวจแบบ อัลต้าซาวด์ เพื่อประเมิณภาวะของโรคตับแข็งและโรคแทรกซ้อนอื่นๆ

 

ยาสำหรับรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ยาที่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล และเป็นมาตรญานในการรักษาคือยาฉีดแบบปฏีชวินะที่ชื่อว่า Pegylated interferon สัปดาห์ละ 1 ครั้งโดยควบ๕กับการรับประทานยา Ribavirin ร่วมด้วย โดยต้องรับประทานยาต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี ติดต่อกันโดยอาจจะทำให้อาการหายขาดได้ถึง 90% โดยต้องรับประทานอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย และมีสารอาหารครบถ้วนเพื่อช่วยฟื้นฟูและดูแลอวัยวะอื่นๆภายในร่างกาย งดดื่มเหล้า หรือแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะจะยิ่งทำให้ตับเสื่อมสมรรถภาพ และตับถูกลายเซลล์ต่างๆ  หากแพทย์แนะนำให้มีการฉีดวัคซีนอื่นๆเพิ่มเติม เพื่อคุ้มกันก็ควรปฏิบัติตาม ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และเข้ารับการตรวจพบแพทย์เป็นประจะสม่ำ ๆเสมอทุก ๆ 3-6 เดือน

 

สนับสนุนการดูแลสุขภาพตับด้วย SERGIS

ยาปฏิชีวนะตกค้างที่อยู่ในปลา ส่งต่อถึงคน

ใครที่ชอบกินปลา โดยเฉพาะปลาดอรี่ที่มีราคาไม่แพง รสชาติดี อาจจะระแวงเล็กน้อย เมื่อมีข่าวว่าพบสารปนเปื้อนยาปฏิชีวนะในปลาดอรี่ที่นำเข้ามีค่าเกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ซึ่งอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาในคน

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาเปิดเผยว่า ข้อมูลดังกล่าวที่ได้รับจากข่าว ยังไม่ทราบรายละเอียดที่ชัดเจน โดยอย. จะได้ประสานกับผู้วิจัยเพื่อวิเคราะห์ในรายละเอียดเกี่ยวกับการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะต่อไป

อย่างไรก็ตาม อย. มีการกำกับดูแลความปลอดภัยผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ (รวมถึง กุ้ง และปลา) ที่มีการผลิตและนำเข้าเพื่อจำหน่ายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยสุ่มตัวอย่างเฝ้าระวัง ตามหลักวิเคราะห์ความเสี่ยง โดยแต่ละปี อย. ได้สุ่มตรวจวิเคราะห์หาปริมาณสารปนเปื้อนยาปฏิชีวนะในผลิตภัณฑ์อาหารที่จำหน่ายในประเทศ เช่น ตลาดสด จำพวกเนื้อสัตว์ (หมู/กุ้ง/ไก่/เครื่องใน/ปลา) โดยตรวจหายาปฏิชีวนะสัตว์ ซึ่งรวมทั้งยาปฏิชีวนะในกลุ่ม Tetracyclines และ กลุ่ม Sulfonamides ซึ่งไม่พบการปนเปื้อนแต่อย่างใด สำหรับในส่วนของปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศนั้น มีการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์นำเข้า ณ ด่านนำเข้าทุกแห่ง เพื่อตรวจวิเคราะห์หาโลหะหนัก ผลปรากฏว่า ไม่พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานความปลอดภัย

ปรุงสุกก่อนกิน ปลอดภัยแน่นอน

จากกรณีข่าวผลการวิจัยนี้ ขอให้ผู้บริโภคอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากยาปฏิชีวนะที่พบสามารถสูญสลายได้หากผ่านความร้อนจากการปรุงอาหาร และโดยปกติการรับประทานปลาดอรี่จะเป็นการรับประทานที่ผ่านการปรุงสุกแล้วหากมีสารหลงเหลืออยู่ก็เป็นปริมาณน้อยมาก ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย อย่างไรก็ดี อย. มีมาตรการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่องโดยจะทำการสุ่มตัวอย่างหายาปฏิชีวนะในปลาดอรี่ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์การปนเปื้อนยาปฏิชีวนะในปลาดอรี่ ทั้งนี้ ทาง อย. จะได้ประสานกับผู้วิจัยเพื่อนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ต่อไป

อาการปวดหัวมึนๆ ที่หน้าผาก อาจไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป

หลายๆ ครั้งที่ผู้ป่วยมักจะมาปรึกษาเพราะเกรงว่า ตัวเองจะเป็นไซนัสอักเสบเนื่องจากมีอาการปวดมึนๆ ตึงๆ ที่หน้าผาก บริเวณระหว่างหัวคิ้วหรือเหนือหัวคิ้วเล็กน้อย (ซึ่งเป็นตำแหน่งของโพรงไซนัสบริเวณหน้าผาก) บางท่านปวดตลอดเวลา บางท่านมีอาการปวดเป็นๆ หายๆ หรือบางท่านปวดเฉพาะเวลามีอาการหวัดร่วมด้วย

อาการปวดที่บริเวณนี้นั้นเป็นได้จากหลายสาเหตุนื่องจากบริเวณนี้ประกอบไปด้วยอวัยวะหลายอย่างด้วยกัน คือ สมองส่วนหน้า, กระโหลกศีรษะส่วนหน้า, กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก, โพรงไซนัสบริเวณหน้าผาก, โพรงจมูกและเบ้าตาเพราะฉะนั้นอาการปวดบริเวณนี้จึงอาจไม่ได้เกิดจากภาวะไซนัสอักเสบเสมอไป)

โพรงไซนัสอักเสบจะมีเชื้อโรคอยู่ในโพรงไซนัส ทำให้เกิดน้ำมูก, เสมหะค้างในไซนัสและเยื่อบุไซนัสบวม จนเกิดอาการปวดได้บางครั้งอาจมีน้ำมูกในจมูก และเสมหะไหลลงคอ รวมทั้งอาจมีไข้ได้ด้วย
โพรงจมูกอักเสบ : เยื่อบุในโพรงจมูกจะบวมแดง และเกิดอาการปวดร้าวขึ้นมาที่หน้าผากได้
ภาวะผนังกั้นจมูกคด ทำให้โพรงจมูก 2 ข้าง มีขนาดกว้างไม่เท่ากัน เมื่อเกิดไข้หวัดมีอาการคัดจมูกเยื่อบุในจมูกบวมโดยเฉพาะในโพรงจมูกข้างที่มีขนาดเล็กกว่ามักจะเกิดการอุดตันก่อนและก่อให้เกิดอาการปวดขึ้นมาได้

สายตาผิดปกติ (สั้น ยาว เอียงฯ) ทำให้เกิดการปวดได้เช่นกัน รวมทั้งมองเห็นภาพไม่ชัดเจน
ภาวะภูมิแพ้ในจมูก จะทำให้เกิดเยื่อบุในโพรงจมูกบวมๆ ยุบๆ (รวมทั้งเยื่อบุในโพรงไซนัสด้วย) เมื่อเยื่อบุเหล่านี้บวมมากๆ ก็จะปวดได้
ความเครียดก่อให้เกิดการปวดศีรษะ (Tension headache) มีกล้ามเนื้อที่กระโหลกศีรษะเกร็งตัว หรือโรคปวดศีรษะไมเกรน ก็อาจทำให้ปวดที่บริเวณระหว่างคิ้วได้
โรคในสมองเอง (โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า) ก็อาจก่อให้เกิดอาการปวดเช่นนี้ได้เหมือนกัน

ในผู้ป่วยบางรายที่อาการไม่ชัดเจน เมื่อไปพบแพทย์อาจจะต้องได้รับการตรวจทั้ง สายตา จมูก ไซนัส และสมอง

ทานของหวานได้ไม่อ้วน แค่ทานให้เป็น

กินของหวาน อย่างไรไม่อ้วน
  • ของหวาน เป็นที่ชื่นชอบของทุกเพศทุกวัย ทุกคนขาดของหวานไม่ได้ แต่จะกินของหวานอย่างไรไม่ให้อ้วน วันนี้เราเคล็ดลับดีๆ มาบอกกัน

 

  • รู้ปริมาณแคลอรี ก่อนกินควรอ่านปริมาณแคลอรีในขนม โดยดูจากฉลากแสดงข้อมูลโภชนาการข้างกล่อง หากเป็นไปได้ควรเลือกกินหรือซื้อชนิดที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบน้อยที่สุด

 

  • ลดแคลอรี การตัดน้ำตาล ครีม ออกจากขนมก่อนกิน เช่น เกลี่ยน้ำตาลไอซิ่งที่โรยหน้าขนมปังออก หรือไม่ใส่กะทิในขนมหวาน จะลดพลังงานได้ถึง 81- 150 แคลอรี หรือเกลี่ยครีมหน้าขนมเค้กออก ลดพลังงานได้ถึง 160 แคลอรี

 

  • ควบคุมสัดส่วนการกิน กินอย่างละนิดพอให้รู้รสชาติ เช่น คุกกี้ 1-2 ชิ้น เค้ก 1 ส่วน 4/ชิ้นเล็ก ไอศกรีม 1 ลูก คุณจะได้ชิมรสขนมทั้งหมดโดยได้แคลอรีเพียงครึ่งเดียว

 

  • ดื่มชาเขียวหรือกาแฟร้อนหลังมื้อขนม กาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน หากต้องการเพิ่มรสชาติให้ใส่น้ำตาลเทียมแทน 15 นาที

 

  • หลังกินขนมหวานเสร็จอย่านั่งอยู่กับที่ ออกไปเดินเล่นรอบบ้านๆ ประมาณ 15 นาที วิธีนี้นอกจากจะช่วยย่อยแล้ว ยังป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมที่หน้าท้อง ต้นขา และสะโพกได้อีกด้วย 30 นาที หลังกินของหวาน 5 ชั่วโมง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที เพื่อกำจัดแป้งและน้ำตาลก่อนกลายเป็นไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

  • โดยก่อนและหลังออกกำลังกายควรดื่มชาเขียวร้อนหรือน้ำอุ่นเพื่อเสริมระบบเผา ผลาญควบคู่ไปด้วย งดแป้งและน้ำตาลในวันรุ่งขึ้น มื้อเช้าและกลางวันเน้นผัก 80% โปรตีน 20% ส่วนมื้อเย็นให้กินผักผลไม้สดและดื่มน้ำเปล่าทั้งวันเพื่อสุขภาพ ที่ดี

เริ่มต้นลดน้ำหนัก ด้วยวิธีที่ง่ายสบายๆ

การลดความอ้วนและน้ำหนักนั้นไม่จำเป็นต้องหักโหมแต่อย่างใด ค่อยๆทำไปทีละนิดละหน่อยเดี๋ยวก็จะเห็นผลลัพธ์เอง ซึ่งวันนี้เรามีทริคการลดน้ำหนักง่ายๆแบบไม่ต้องหักโหมมาฝากสาวๆกัน จะมีวิธีไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

1. ไม่เครียดและไม่อด

สาวๆ มักจะเครียดทันทีที่ชั่งน้ำหนักแล้วเห็นเลขน้ำหนักเพิ่มขึ้นจากเดิมหรือรู้สึกอึดอัดเพราะใส่เสื้อผ้าตัวเก่าไม่ได้จนพาลหงุดหงิดใส่คนอื่นและอดอาหารเพื่อให้กลับมาผอมดังเดิมบอกเลยว่าวิธีเหล่านี้เป็นวิธีที่ผิด พวกเธอต้องไม่เครียดและไม่อดอาหาร ยิ่งอดอาหารไปมากๆร่างกายก็จะไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอและโรคต่างๆก็จะตามมาอย่างแน่นอนซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายนะจ๊ะ

2. คุมอาหาร

ในเมื่อกังวลเรื่องน้ำหนักกันขนาดนี้ สาวๆก็ต้องปรับพฤติกรรมการกินด้วยนะจ๊ะ จะมากินพวกชานมไข่มุก ขนมหวาน ของทอดตามใจปากไม่ได้แล้วอาจจะเน้นพวกอาหารต้ม นึ่ง ลวก ผักใบเขียวแทน หรือถ้าต้องการทานของทอดจริงๆอาจจะซื้อพวกน้ำมันที่ใช้สำหรับคนที่อยู่ในภาวะลดน้ำหนักหรือเบาหวานก็จะช่วยลดแคลอรีและไขมันได้เหมือนกัน หรือของหวานอาจใช้ความหวานจากหญ้าหวานแทนน้ำตาล รับรองว่าน้ำหนัก สัดส่วนและสุขภาพของสาวๆจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

3. ทานผลไม้แทนมื้อเย็น

สองมื้อแรกของวันทานอาหารหนักๆไปแล้ว มื้อเย็นลองทานเป็นผลไม้ดูค่ะ การทานแบบนี้รับรองได้เลยว่าสาวๆจะได้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่แน่นอน แถมไม่อ้วนอีกด้วยเพราะไม่ต้องทานข้าวที่มาจากแป้งแต่ทานผลไม้ซึ่งควรเลือกผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยจะดีที่สุด เช่นฝรั่ง แอปเปิ้ล ส้ม กีวี่เป็นต้น หุ่นดีอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

4. ไม่นอนดึก

การนอนส่งผลต่อฮอร์โมนโกรทซึ่งในเด็กจะช่วยในการเจริญเติบโต เช่น ความสูง ส่วนในผู้ใหญ่ถ้าโกรทฮอร์โมนต่ำอาจส่งผลให้เกิดอ่อนเพลีย โรคต่างๆ ไขมันในร่างกายเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบริเวณเอว จึงควรจะต้องนอนไม่เกิน 4 ทุ่มเพื่อสุขภาพและความสวยของสาวๆนะคะ

5. ออกกำลังกาย

เมื่อโตเป็นสาวหรืออายุมากขึ้นการเผาผลาญในร่างกายจะเริ่มทำงานได้ไม่ดีเท่าตอนเด็กๆ ดังนั้นเราต้องมีตัวช่วยในการเผาผลาญนั่นก็คือการออกกำลังกาย การออกกำลังกายนั้นไม่จำเป็นต้องออกกำลังหนักๆสาวๆสามารถเดิน สามารถวิ่ง สามารถกระโดดเชือกก็ถือว่าเป็นการเผาผลาญเหมือนกัน ทำบ่อยๆเรื่อยๆทุกวันรับรองว่าสาวๆ หุ่นดีขึ้นมากๆ แน่นอน

สาวๆ ที่กำลังลดหุ่นอยู่ลองนำทริคดังกล่าวทั้ง 5 ข้อไปลองปรับใช้ปฏิบัติกันดู อาจจะหาคู่หูทำด้วยกันเพื่อเพิ่มความสนุกและถือเป็นการแข่งวัดดันด้วยว่าใครลดเยอะกว่ากันถือเป็นแรงกระตุ้นไปในตัวอีกด้วยจ้า สาวๆ กำลังกังวลเรื่องน้ำหนักและไขมันอยู่หรือเปล่าเอ่ย

หลอดลมอักเสบ ปัญหายอดฮิตของคนยุคนี้

 

 

โรคหลอดลมอีกหนึ่งโรคที่เป็นได้ง่ายมาก เพราะว่าสาเหตุส่วนใหญ่มักจะมากจากชีวิตประจำวันของเราทั้งนั้น โรคหลอดลมอักเสบ 2 ชนิด


1.โรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน มักจะเกิดเมื่อมีการติดเชื้อในทางเดินหายใจไล่ลงไปจนถึงหลอดลม โดยเชื้อโรคจะไปก่อกวนซึ่งทำให้เกิดอาการอักเสบ อาการบวมของเยื่อ เมือก ที่บุทางเดินหายใจของเรา ซึ่งนำไปสู่การระคายเคือง และนำไปสู่การมีเสมหะมากขึ้น ซึ่งจะมีอาการไอร่วมด้วย อาจจะมีไข้และอาการอ่อนเพลีย อาจจะพบเชื้อแบคทีเรียได้บ้าง โดยส่วนมากจะเกิดในผู้ป่วยที่มีอาการทางหลอดลมอยู่ก่อนแล้ว จึงกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเฉียบพลันได้ง่ายขึ้น หรืออาจได้รับการระคายเคืองของเยื่อบุทางเดินหายใจมาก่อนหน้านี้ เช่น การสูบบุหรี่ การได้รับควันบุหรี่ ควันจากมลพิษต่างๆหรือโรคหืด

2.โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังเกิดจาก ทางเดินหายใจได้รับสารก่อระคายเคืองอย่างเรื้อรัง ซึ่งไม่ได้มีการติดเชื้ออะไร เพียงแต่ว่าร่างกายของเราจะสร้างสารออกมาเยอะมากขึ้นเพื่อตอบสนองกับการอักเสบ ทำให้มีเสลด เสมหะที่เหนียวข้น กำจัดยาก ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังต่อเนื่องตั้งแต่ 3 เดือนถึง 1 ปี หรือ 2 ปี อาการหายใจลำบาก จากช่องทางเดินอากาศในหลอดลมที่ตีบแคบลง เนื่องจากการอุดตันของเสมหะหรือการบวม จะทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรังได้ด้วย เมื่อตรวจร่างกายอาจมีเสียงวี้ด มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจมีอาการหลอดลมอักเสบแทรกซ้อนลงไป

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เช่น ผู้ที่คลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ ผู้ที่อยู่ในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ เช่น ไวรัส ต่างๆ ผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ หรือภูมิต้านทานโรคต่ำ การไปอยู่ในที่ที่แออัดสูง เช่น ในห้างสรรพสินค้า โรงหนัง โรงละคร ค่ายผู้อพยพ

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดลมเรื้อรัง มักจะเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ การได้รับควันบุหรี่เรื้อรัง คนที่ได้รับฝุ่นละออง หรือมลภาวะทางอากาศเรื้อรัง มีอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับมลพิษทางอากาศ เช่น การทำเหมืองแร่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการระคายเคืองเรื้อรัง นำไปสู่การเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้

การรักษาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1.รักษาตามสาเหตุ โดยการให้ยาปฏิชีวนะ

2.การรักษาแบบประคับประคองอาการ เช่น การให้ยาต่างๆ การให้ดื่มน้ำมากๆ เพื่อละลายเสมหะ การให้ยาแก้แพ้ และยาขยายหลอดลม

ส่วนการรักษาอาการเรื้อรังที่ดีที่สุด คือการเลิกบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และมลพิษต่างๆ และอาจจะแนะนำให้พ่นยา ไม่ว่าจะเป็นยาต้านการอักเสบในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาขยายหลอดลม หรือการรักษาประคับประคองตามอาการอื่น เช่น ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ หรือในผู้ป่วยบางรายอาจจะเหมาะกับการให้ออกซิเจนเป็นครั้งคราว การฉีดวัคซีนต่างๆก็สำคัญ การรักษาอนามัยพื้นฐาน หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด และการใช้ผ้าปิดปาก