การสูญเสียการได้ยิน

การสูญเสียการได้ยิน ในปัจจุบันเด็กที่เกิดใหม่จะประสบปัญหาของการได้ยิน และยังมีอีกหลายสาเหตุที่ทำให้การได้ยินบกพร่องได้ในภายหลัง นอกจากนี้ปัญหาการได้ยินยังสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงวัย

 ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มากในสังคม การสูญเสียการได้ยินมีอยู่ 2 แบบ คือการนำเสียงบกพร่อง และประสาทรับฟังเสียงบกพร่อง การนำเสียงบกพร่องปกติจะเป็นการเป็นการสูญเสียอยู่ที่หูชั้นนอก แก้วหู และหูชั้นกลาง ถ้าเป็นประสาทรับฟังเสียงบกพร่องคือจะเป็นการสูญเสียที่หูชั้นใน ซึ่งจะมีการตรวจที่เรียกว่าออดิโอแกรม (audiogram) เพื่อที่จะดูว่าคนไข้สูญเสียการได้ยินแบบชนิดใด

บางคนอาจเป็นสองชนิดรวมกันก็ได้ ถ้าเป็นประสาทรับฟังเสียงบกพร่องโดยมากถ้าสูญเสียการได้ยินแล้วจะเสียเลยมักจะแก้ไขไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการนำเสียงบกพร่องเป็นการสูญเสียที่หูชั้นนอก แก้วหู หรือหูชั้นกลางอาจจะยังผ่าตัดแก้ไขได้ ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้เป็นอะไร สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเสียงดัง เสียงดังนี้อาจจะเป็นที่ว่าโดนเสียงดังครั้งเดียวแล้วหูไม่ได้ยิน หรือหูชาไปพักหนึ่งอาจจะทำให้ประสาทหูเสื่อมเลยในทันที

ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงเสียงดัง ส่วนสาเหตุอื่น ๆ อาจยังหาสาเหตุได้ไม่ชัดเจน อาจเกิดจากการติดเชื้อต่าง ๆ เช่น ติดเชื้อมานานก็อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมทีละน้อยได้ หรือเป็นการติดเชื้อของไวรัสที่เส้นประสาทก็อาจทำให้ประสาทหูเสื่อมได้

หรืออย่างอื่นที่เรายังหาไม่ได้ อาจจะเป็นเนื้องอกที่เส้นประสาทหู ปกติถ้าเราตรวจการได้ยิน ค่าปกติจะไม่เกิน 25 เดซิเบล หมายความว่าการได้ยินปกติ  

ในเรื่องของการได้ยินเวลาจะตรวจการได้ยินออกมา จะวัดเรื่องของความไวในการที่เราจะรับรู้เวลาที่มีเสียงเข้ามา ถ้าแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ก็จะมีหูปกติ หูตึง และหูหนวก โดยถ้าเป็นหูตึงจะแบ่งออกเป็น 4 ระดับ เวลาตรวจออกมาก็จะวัดเป็นค่าเฉลี่ยโดยที่ถ้าคนปกติเราก็จะให้ค่าเฉลี่ยของระดับการได้ยินต้องไม่เกิน 25 เดซิเบล เสียงที่ต่ำกว่า 25 เดซิเบลคือคนที่หูปกติจะต้องได้ยิน

พอเริ่มมีหูตึงมีระดับการได้ยินเกิน 25 เดซิเบล ถ้าอยู่ในช่วง 26-40 เดซิเบลก็คือจะเป็นหูตึงน้อย 41-55 เดซิเบลก็คือหูตึงปานกลาง 56-70 เดซิเบลจะเป็นหูตึงมาก 71-90 เดซิเบลเป็นหูตึงรุนแรง และเมื่อระดับการได้ยินเกิน 90 เดซิเบลขึ้นไปจะถือว่าเป็นหูหนวก 

 

สนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง